เรียนที่สถาบันเทคโนโลยี หรือ โพลีเทคนิคไปเพื่ออะไร นักศึกษาที่เรียนในสถาบันเหล่านี้ต่างมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างออกไป แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ คือ เพื่อทำงาน เพื่อเรียนต่อในระดับปริญญาตรี เพื่อหาอาชีพใหม่ เพื่อเพิ่มความรู้ ความชำนาญเฉพาะด้าน
เรียนเพื่อทำงาน ในนิวซีแลนด์นักเรียนที่จบมัธยมปลาย (Year 12) หากต้องการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น เขามีทางเลือกคือ - เรียนต่อ Year 13 ใน ร.ร.มัธยมศึกษา หรือไปเรียน Foundation Studies Year ในมหาวิทยาลัยของรัฐ หรือ สถาบันเอกชน แล้วเรียนต่อในมหาวิทยาลัยอีก 3 ปี และได้รับวุฒิปริญญาตรี หรือ
- เรียนที่สถาบันเทคโนโลยี หรือโพลีเทคนิค 6 เดือน - 1 ปี ได้วุฒิประกาศนียบัตร (Certificate) นำไปสมัครงานได้ หรือเรียนหลักสูตร 2 ปี ได้วุฒิอนุปริญญาตรี (Diploma) นำไปสมัครงานได้เช่นกัน หรือเรียนต่ออีก 2 ปี แล้วได้วุฒิปริญญาตรี
ทั้งนี้เพราะเด็กชาวนิวซีแลนด์ส่วนใหญ่เขาจะส่งเสียตัวเองเรียน หรือ ผู้ปกครองจะออกให้เพียงบางส่วน เพราะเขาถือว่าเด็กอายุ 18 ปีขึ้นไปนั้นสามารถับผิดชอบตนเองได้ เลือกอนาคตตัวเองได้ เรียนตามความชอบ - ความถนัด นอกจากนี้รัฐบาลนิวซีแลนด์ยังมีกองทุนให้กู้ยืมเรียนก่อน แล้วผ่อนใช้ทีหลังเมื่อทำงานได้แล้ว ค่าใช้จ่ายในการเรียนในสถาบันเหล่านี้ก็ถูกกว่ามหาวิทยาลัยด้วย นอกจากนี้ยังได้วุฒิเพื่อไปสมัครงานหลังการเรียนเพียง 6 เดือน - 1 ปี หรือ 2 ปี เท่านั้น ในขณะที่มหาวิทยาลัยต้องใช้เวลาเรียนถึง 4 ปี ติดต่อกัน กว่าจะได้วุฒิการศึกษา (Year 13 หรือ Foundation Studies Year 1 ปี + 3 ปี ในมหาวิทยาลัย) ดังนั้นนักศึกษาชาวนิวซีแลนด์จึงนิยมเรียนแนวทางนี้ เพราะสามารถเรียนแบบขั้นบันไดได้ คือเรียน 1 - 2 ปี แล้วได้วุฒิไปทำงานเก็บเงินสักพัก แล้วค่อยกลับมาเข้าเรียนต่อให้สูงขึ้นหลังจากทำงานไประยะหนึ่งแล้ว เรียนเพื่อต่อในระดับปริญญาตรี หลังจากที่นักศึกษาเรียนได้วุฒิอนุปริญญา (Diploma) ยังสามารถโอนหน่วยกิตเพื่อไปต่อปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยโดยใช้เวลาอีก 1.5 ปี - 2 ปี แล้วแต่จำนวนหน่วยกิตที่โอนได้ วิธีนี้เหมาะกับนักเรียนต่างชาติเพราะนอกจากจะประหยัดเงินคือ จ่ายถูกกว่าใน 2 ปีแรกแล้ว ยังเป็นการเตรียมความพร้อม 2 ปีแรกก่อนย้ายไปเรียนในมหาวิทยาลัยเพราะในสถาบันวิชาชีพเหล่านี้มีจำนวนนักศึกษาต่อห้องเรียนน้อยกว่าในมหาวิทยาลัย ทำให้นักศึกษามีความใกล้ชิดกับอาจารย์ผู้สอนและเพื่อนที่เรียนด้วยกัน ได้มีโอกาสเรียนรู้วิธีการเรียนและ การค้นคว้าในระดับอุดมศึกษา นอกจากนี้สถาบันเหล่านี้ยังมีหน่วยงานสนับสนุนและช่วยเหลือนักศึกษาต่างชาติในด้านต่างๆ อีกด้วย เช่น นัดติวนอกเวลา อบรมพิเศษเรื่องการใช้ computer แนะนำเรื่องการเขียนรายงานภาษาอังกฤษ ผลสุดท้ายก็ได้ปริญญาตรีเหมือนกัน แถมยังมีประกาศนียบัตรและอนุปริญญาเพิ่มมาอีกด้วย นักศึกษาบางคนหยุดเรียนไป 2 ปี หลังจากได้อนุปริญญา เพื่อทำงานเก็บเงิน ท่องเที่ยวหาประสบการณ์ หลังจากนั้นค่อยกลับมาเรียนต่อเพื่อวุฒิปริญญาตรี เรียนเพื่อหาอาชีพใหม่ บางคนเรียนจบปริญญาตรีแล้ว และทำงานเป็นครูมานาน เกิดเบื่อและรู้สึกว่าไม่ชอบงานครู ก็ลาจากครูและไปเรียนทางด้านการทำอาหาร (Diploma in Professional Cooking) ตอนนี้เป็นพ่อครัว (Chef) อยู่ที่โรงแรมระดับห้าดาว หรือบางคนจบทางด้านธุรกิจมา แต่มารู้ตัวว่าชอบทางด้านศิลปะการออกแบบก็สามารถเรียนหลักสูตรทาง Design ได้ นั่นคือไม่ว่าจะทำงานอะไรมาก่อน หรืออายุเท่าไรก็ตาม ทุกคนสามารถสมัครเข้าเรียนในสถาบันวิชาชีพได้เสมอ มีข้อจำกัดอย่างเดียวคือ ต้องจบมัธยมปลายเท่านั้น เรียนเพื่อเพิ่มเติมความรู้เฉพาะด้าน ความรู้เพียงด้านเดียวบางทีเมื่อไปทำงานแล้วจะรู้สึกว่าไม่เพียงพอที่จะให้ก้าวหน้าเช่น นักกฎหมาย ต้องมีความรู้ทางด้านบัญชีควบคู่ไปด้วยก็มาเรียน Accounting ที่สถาบันวิชาชีพได้ หรือบางคนเรียนจบวิศวกรรม พอมาทำงานในระดับบริหารต้องมีความรู้ทางด้านบริหาร + การจัดการ ก็สามารถมาเรียนเพิ่มเติมได้ ยังมีบางสาขาวิชาที่ยังไม่มีการสอนระดับปริญญาตรี แต่สอนในระดับวิชาชีพ เช่น การบริหารจัดการงาน Event ต่างๆ การอัดเสียง ธุรกิจทำไวน์ การดูแลเด็กเล็กและผู้สูงอายุ การร้องเพลง การทำอาหารแบบมืออาชีพ ( Professional Cooking ) ฯลฯ |